วิธีเพิ่มน้ำนมแม่ด้วยการปั๊มนม

วิธีเพิ่มน้ำนมด้วยการปั๊มนม

 

 

 สิ่งสำคัญที่ควรรู้

 

  ปริมาณน้ำนมที่ร่างกายผลิต = ปริมาณน้ำนมที่ถูกดูด (หรือปั๊ม/บีบ) ออกไป 

 

**ดังนั้นถ้าต้องการให้มีน้ำนมมากเท่าใด  ต้องดูดหรือปั๊มหรือบีบออกให้มากเท่านั้น**

 

 

ตัวอย่าง :          ถ้าลูกต้องการน้ำนมวันละ 20 ออนซ์ (ตัวเลขสมมุติ) 

 

·         กรณีที่ 1       แม่ให้ลูกดูดทั้งวันโดยไม่ใช้นมผสมเลย ร่างกายแม่ก็จะผลิตน้ำนมได้ 20 ออนซ์เท่าที่ลูกดูดออกไป (พอสำหรับลูก แต่ไม่มีสต็อค)

 

·         กรณีที่ 2       แม่ให้ลูกดูดทั้งวันและให้นมผสม 1 มื้อ จำนวน 2 ออนซ์  ถ้าทำเช่นนี้ ร่างกายแม่ก็จะผลิตน้ำนมได้เพียง 18 ออนซ์  ซึ่งไม่พอสำหรับลูก  ถ้าทำเช่นนี้ (ให้นมผสมร่วม) ไปเรื่อยๆ  ร่างกายแม่ก็จะผลิตน้ำนมน้อยลงเรื่อยๆ

 

·         กรณีที่ 3       แม่ให้ลูกดูดทั้งวัน  และปั๊ม (หรือบีบ) ออกมาได้อีกวันละครั้ง ๆ ละ 2 ออนซ์  แบบนี้ร่างกายแม่จะผลิตน้ำนมได้วันละ 22 ออนซ์  (เหลือวันละ 2 ออนซ์เพื่อเป็นสต็อค)

 

การทำสต็อคน้ำนม

 

            ยิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าไรยิ่งง่ายเท่านั้น  (โดยเฉพาะภายใน 1-2 สัปดาห์แรกหลังคลอด)  แต่ถ้าคุณพลาดช่วงเวลานั้นมาแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล เริ่มต้นได้เลยตั้งแต่วันพรุ่งนี้

 

            เริ่มจากมื้อเช้า (ตี5-6 โมง)  ร่างกายแม่จะผลิตน้ำนมได้มากที่สุดในช่วงนี้ 

 

            ถ้าตื่นก่อนลูก ให้ปั๊มหรือบีบน้ำนมออกก่อน 1 ข้าง (สมมุติว่าเป็นข้างขวา) ประมาณ 15 นาที ได้เท่าไหร่ (แรกๆ อาจจะไม่ถึงออนซ์  ก็ไม่ต้องกังวล ทำทุกวัน น้ำนมจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ)  เก็บเอาไว้  เมื่อลูกตื่นให้ลูกดูดข้างซ้าย  นานจนกว่าลูกจะพอใจ ถอนปากออกจากเต้าแม่เอง  ถ้าไม่หลับ ก็ให้ลูกมาดูดต่อข้างขวาที่เราปั๊มไปแล้ว เมื่อลูกดูดเสร็จ  ให้กลับมาปั๊มข้างซ้าย (ที่ลูกดูดตอนแรก) ต่ออีก 2-3 นาทีเพื่อกระตุ้น

 

            ถ้าลูกตื่นก่อนก็ให้ลูกดูดก่อนหนึ่งข้าง (สมมุติว่าข้างซ้าย)  ให้ลูกดูดนานเท่าที่ลูกต้องการ เมื่อลูกถอนปากออกจากเต้า  ให้ปั๊มอีกข้างที่เหลือ (ขวา) ประมาณ 15 นาที  แล้วปั๊มข้างซ้าย (ที่ลูกดูดไปแล้ว) อีก 2-3 นาที ทั้งสองข้างได้นมเท่าไหร่ ก็เก็บไว้   ถ้าลูกไม่หลับ อาจจะให้ลูกมาดูดต่อข้างขวา (ที่ปั๊มไปแล้ว) ซ้ำอีกก็ได้

 

คำแนะนำเพิ่มเติม          

 

สามารถทำเช่นนี้ได้หลายๆ  มื้อ ต่อวัน  โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ที่ต้องการเพิ่มปริมาณน้ำนม   โดยปกติช่วงที่ร่างกายผลิตน้ำนมได้ดีคือ กลางคืนและตอนเช้า  ช่วงบ่ายและเย็น จะผลิตได้น้อยกว่า

 

ข้อควรระวัง      

 

            น้ำนมที่บีบหรือปั๊มออกมาในช่วงที่ทำการเก็บสต็อคนี้  ต้องไม่ นำมาให้ลูกกิน  เพราะการนำนมส่วนนี้มาให้ลูกกิน  ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายผลิตน้ำนมเพิ่ม  ไม่ต่างกับการให้ลูกดูดจากเต้าเอง น้ำนมที่เราต้องการสต็อคนี้ควรนำมาใช้หลังจาก 1 เดือนผ่านไปแล้ว  ซึ่งเป็นระยะที่ร่างกายแม่ผลิตน้ำนมได้คงที่แล้ว

 

ถ้าต้องกลับไปทำงานก็ใช้น้ำนมที่สต็อคไว้นี้ให้ลูก  เมื่อไปทำงาน ก็ปั๊มจากที่ทำงานกลับมาทดแทนสต็อคที่ใช้ไป  ถ้าทำได้เช่นนี้ จะสามารถให้นมลูกได้จนถึงสองปี โดยไม่ต้องพึ่งนมผสม

 

            การปั๊มนมหลังจากที่ไปทำงานแล้ว ต้องมีวินัยอย่างสม่ำเสมอ เช้าให้ลูกดูดก่อนไปทำงาน และเมื่อถึงที่ทำงาน ขอแนะนำให้ปั๊มเวลา 9.00 – 12.00-15.00 ของทุกวัน แล้วกลับมาให้ลูกดูดทันทีที่กลับถึงบ้าน

 

            วันเสาร์-อาทิตย์ ควรให้ลูกดูดทั้งวันตามต้องการ

 

 

คำเตือน            

           

ในช่วง 1-4 เดือนแรก  ถ้าให้ลูกดูดสม่ำเสมอ  ร่วมกับการบีบหรือปั๊ม ร่างกายจะผลิตน้ำนมได้มาก  จนอาจทำให้คุณชะล่าใจว่า น้ำนมเหลือเฟือเกินพอ  อยากจะหยุดให้ลูกดูดบางมื้อ  หยุดปั๊มตามเวลา พยายามให้ลูกงดมื้อดึก ฯลฯ   การทำแบบนั้น  อาจทำให้น้ำนมลดลงได้ภายในไม่กี่วัน 

 

            ในขณะเดียวกัน เมื่อลูกอายุมากขึ้นเรื่อยๆ  (2-6 เดือนขึ้นไป) การบีบหรือปั๊มอาจจะได้ปริมาณลดลง หรือไม่รู้สึกคัดเต้านม  ก็ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องกังวล  ตราบใดที่ลูกยังดูดจากเต้าแม่สม่ำเสมอ  บีบหรือปั๊มออกตามเวลาทุกวัน  น้ำนมก็ไม่มีวันหมดไปจากร่างกายของคุณ   ปริมาณน้ำนมที่ลดลงเมื่อลูกอายุมากขึ้น  เป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติ  เพราะเมื่ออายุมากขึ้น  ลูกจะต้องเจริญเติบโตจากอาหารอื่นร่วมด้วยแล้ว  ไม่ใช่นมแม่เพียงอย่างเดียว


ปั๊มนมอย่างไรให้พอ หากลูกไม่ดูดจากเต้า


เป้าหมาย :


ปั๊มน้ำนมให้ได้ปริมาณเต็มที่ 25-35 ออนซ์ต่อวัน ภายใน 10-14 วัน หลังคลอด โดยไม่ต้องคำนึงว่าลูกจะกินแค่ไหน  ร่างกายของคุณแม่พร้อมที่จะผลิตน้ำนมแล้ว ถ้ารอนานเกินไป  มันอาจจะยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ที่เพิ่มปริมาณน้ำนมให้ได้ถึงระดับนี้


หลังจากคลอด เริ่มต้นปั๊มนมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยปั๊มให้ได้ 8-10 ครั้งทุก 24 ช.ม. (เท่ากับจำนวนครั้งที่ลูกดูดต่อวัน) ยิ่งปั๊มได้บ่อยแค่ไหนต่อวัน ก็จะยิ่งทำให้เต้านมผลิตน้ำนมได้มากขึ้นเท่านั้น  เลือกใช้เครื่องปั๊มนมขนาดใหญ่ (hospital grade) แบบที่ สามารถปั๊มพร้อมกันสองข้างได้


จนกว่า น้ำนมจะมาจริงๆ ในวันที่ 3 หรือ 4 หลังคลอด ให้ปั๊มนมเป็นเวลาอย่างน้อย 10-15 นาทีต่อข้าง ต่อการปั๊มแต่ละครั้ง

เมื่อปริมาณน้ำนมเพิ่มขึ้นแล้ว พยายามปั๊มให้นานขึ้น (บ่อยที่สุดเท่าที่ทำได้) อย่างน้อย 20-30 นาที หรือปั๊มต่ออีก 2 นาทีหลังจากน้ำนมถูกปั๊มออกหมดแล้ว แล้วแต่กรณีใดจะเกิดก่อน (การปั๊มให้เกลี้ยงเต้า จะช่วยให้น้ำนมผลิตได้เร็วขึ้น)

ตั้งเป้าที่จำนวนครั้งของการปั๊มต่อวัน ไม่ใช่ระยะห่างของการปั๊มแต่ละครั้ง


ถ้าคุณคิดถึงแต่ว่าจะต้องปั๊มทุกกี่ช.ม. เมื่อมีการปั๊มครั้งหนึ่งช้าไปบ้าง จะทำให้จำนวนครั้งในการปั๊มต่อวัน (ปัจจัยสำคัญ) ลดลงไปโดยไม่รู้ตัว

เมื่อวางแผนการปั๊ม พยายามคิดว่า "ฉันจะปั๊มให้ได้ 10 ครั้งหรือมากกว่าได้ยังไง"

ถ้าไม่สามารถปั๊มได้ระหว่างช่วงไหนของวัน ให้ปั๊มทุกชั่วโมงในช่วงที่ทำได้เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่กำหนด (8-10 ครั้งต่อวัน)

ก่อนที่จะถึงเป้าหมาย 25-35 ออนซ์ต่อวัน ให้ปั๊มตอนกลางคืนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง และอย่าให้ช่วงห่างระหว่างการปั๊มแต่ละครั้งนานเกินกว่า 5 ช.ม. (เต้านมที่คัดมากๆ และไม่ได้ปล่อยออก จะทำให้การผลิตน้ำนมช้าลง)

เมื่อสามารถปั๊มได้ตามเป้าหมาย 25-35 ออนซ์ต่อวัน อาจจะลดจำนวนครั้งที่ปั๊มลงและยังคงรักษาระดับปริมาณน้ำนมนี้ไว้ได้


ลดจำนวนครั้งในการปั๊มเป็น 5-7 ครั้งต่อวัน ซึ่งเป็นจำนวนครั้งที่คุณแม่ส่วนใหญ่สามารถรักษาระดับปริมาณการผลิตน้ำนมไว้ได้คงที่

อาจจะไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาปั๊มตอนกลางคืน บางคนอาจจะปั๊มก่อนเข้านอนและปั๊มอีกครั้งทันทีที่ตื่นตอนเช้าก็ได้

เมื่อปริมาณน้ำนมถึงจุดที่กำหนดแล้ว  ปั๊มเพียง 10-15 นาทีต่อครั้งก็พอ

สังเกตปริมาณน้ำนมสัปดาห์ละครั้งด้วยการจดบันทึกปริมาณน้ำนมที่ได้ในแต่ละวัน

ถ้าต้องการเพิ่มปริมาณน้ำนม ยิ่งเริ่มต้นปฏิบัติได้เร็วเท่าใด ผลสำเร็จก็ยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น


จากบางส่วนของบทความเรื่อง "How to Established a Full Milk Supply with a Breast Pump" โดย Nancy Mohrbacher, IBCLC


หมายเหตุ 


สำหรับคุณแม่ที่มาอ่านบทความนี้หลังจากลูกอายุ 2-3 เดือนหรือมากกว่าก็ตาม และมีปัญหาน้ำนมน้อยลงก็สามารถนำวิธีการปั๊มเพื่อกระตุ้นน้ำนมดังกล่าวไปใช้ได้เช่นกันค่ะ โดยพยายามปั๊มบ่อยๆ เท่าที่ทำได้

ที่มา : http://www.breastfeedingthai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=306754

Visitors: 47,558