ยาพ่นจมูก ฟีโนส

ยาพ่นจมูก (Nasal spray) 

เป็นผลิตภัณฑ์ยาที่มีส่วนประกอบโดยตัวยาอาจละลาย หรือแขวนลอย (สารของแข็งที่มีขนาดเล็กมากที่ลอยอยู่ในน้ำ) อยู่ในสารละลาย หรือในกระสายยา และใช้พ่นเข้าไปในช่องจมูกโดยอาศัยเครื่องมือที่เรียกว่าเครื่องพ่นยา (Spayer) ซึ่งเมื่อกดปุ่มหัวฉีดแล้ว ยาจะถูกพ่นออกมาในขนาดที่แน่นอนโดยหวังผลการรักษาเฉพาะที่ (Local effect)


แบ่งยาพ่นจมูกเป็นประเภทใดบ้าง?


1. ยาสเตียรอยด์ชนิดใช้เฉพาะที่ในจมูก (Intranasal corticosteroids) เช่น ยาเบโคล เมททาโซน (Beclomethasone), บูดีโซนายด์ (Budesonide), ฟลูนิโซไลด์ (Flunisolide), ยาฟลูติคาโซน (Fluticasone), โมเมทาโซน (Mometasone), ไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone)


2. ยาหดหลอดเลือด/ยาที่ทำให้หลอดเลือดหดตัวชนิดใช้เฉพาะที่ในจมูก (Intranasal decongestants) เช่น ยาเอฟีดรีน (Ephedrine), ฟีนิลเอฟรีน (Phenylephrine), แนฟาโซลีน (Naphazoline), ออกซี่เมตาโซลีน (Oxymetazoline), ไซโลเมตาโซลีน (Xylometazoline)


3. ยาต้านฮีสตามีน/ยาแก้แพ้ (Antihistamine) ชนิดใช้เฉพาะที่ในจมูก (Intranasal antihistamines) เช่น ยาอะซีลาสทีน (Azelastine), เลโวคาร์บาสทีน (Levocabastine)


4. ยาต้านฤทธิ์โคลีเนอร์จิก (Anticholinergic/Antimuscarinic) ชนิดใช้เฉพาะที่ในจมูก (Intranasal anticholinergics) เช่น ยาไอพราโทรเพียม โบรไมด์ (Ipratropium bromide)


5. ยากลุ่ม Cell membrane stabilizer (ยาช่วยการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์) เช่น ยาโครโมลินโซเดียม (Cromolyn sodium, ยาลดการอักเสบ), นีโดโครมิล (Nedocromil, ยาโรคภูมิแพ้)

ยาพ่นจมูกมีข้อบ่งใช้อย่างไร?


1. กลุ่มยาสเตียรอยด์ (Intranasal corticosteroids): ใช้รักษาอาการผิดปกติทางจมูก ทุกอาการเช่น คันจมูก จาม น้ำมูกไหล คัด/แน่นจมูก, อาการผิดปกติทางทางตาเช่น คันตา แสบตา น้ำตาไหล ตาแดงที่เกิดจากโรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดเป็นเฉพาะฤดูกาล (Seasonal allergic rhinitis), โรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดเป็นตลอดทั้งปี (Perennial allergic rhinitis ), โรคริดสีดวงจมูกขนาดเล็กและขนาดกลาง, ป้องกันการเป็นซ้ำของริดสีดวงจมูกภายหลังการผ่าตัด, รักษาโรคไซนัสอักเสบ และโรคเยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้

2. ยาหดหลอดเลือด (Intranasal decongestants): ใช้ลดอาการคัดจมูกเป็นหลัก

3. ยาต้านฮีสตามีน (Intranasal antihistamines): ใช้บรรเทาอาการจาม น้ำมูกไหล คันจมูก น้ำตาไหล คันตา แต่ลดอาการคัดจมูกได้น้อย

4. ยาต้านฤทธิ์โคลีเนอร์จิก (Intranasal anticholinergics): ใช้ลดอาการน้ำมูกไหลเป็นหลักเพราะไม่มีผลต่ออาการทางจมูกอื่นๆ จึงใช้เป็นยาทางเลือกในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจาก ภูมิแพ้ที่มีอาการน้ำมูกไหลเรื้อรังที่ใช้ Intranasal corticosteroids หรือ Intranasal antihistamines แล้วอาการไม่ดีขึ้น

5. ยา Cell membrane stabilizer: ใช้บรรเทาอาการจาม คัน น้ำมูกไหล และรักษาโรค ภูมิแพ้ทางหูคอจมูกที่มีอาการไม่รุนแรง ปกติแล้วจะไม่ใช้ยากลุ่มนี้เป็นยาหลักในการรักษา


มีข้อห้ามใช้ยาพ่นจมูกอย่างไร?

1. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานั้นๆ

2. ใช้ยาตามวิธีใช้ที่ระบุไว้ในฉลากยา/ฉลากผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด ไม่ใช้ยาที่ขนาด ที่มากหรือน้อยกว่าที่ระบุ และไม่ควรหยุดการใช้ยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

3. ห้ามใช้ยา Intranasal decongestants ร่วมกับยาอื่นๆในกลุ่มเดียวกันทั้งชนิดรับประ ทานและชนิดพ่นจมูกเช่น ฟีนิลโพรพาโนลามีน (Phenylpropanolamine), ฟีนิลเอฟรีน (Pheny lephrine), ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine), อีเฟดรีน (Ephedrine) และห้ามใช้ร่วมกับยาเมทิลเฟนิเดต (Methylphenidate)

4. ห้ามใช้ยา Intranasal decongestants ในกรณีต่อไปนี้เช่น

ผู้ป่วยที่มีประวัติอัมพาตที่เกิดจากเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก (Stroke) หรือมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดสมองที่ทำให้เยื่อหุ้มสมองเปิดออก

ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงขั้นรุนแรงหรือยังคุมอาการได้ไม่ดี

ผู้ป่วยที่มีภาวะบกพร่องของหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจขั้นรุนแรง

ผู้ป่วยที่มีประวัติของอาการชัก (Seizures)

ผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบของผิวหนังหรือของเยื่อบุโพรงจมูกที่มีลักษณะแห้งและเป็นสะเก็ด (Rhinitis sicca)

5. ห้ามกลืนยา Intranasal decongestants เพราะอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ จากการใช้ยานี้ได้

6. ห้ามใช้ยา Intranasal decongestants ติดต่อกันนานเกิน 7 วันเพราะอาจทำให้อา การย้อนกลับมาเป็นอีก (Rebound congestion, Rhinitis medicamentosa) ทำให้เกิด ภาวะเยื่อจมูกบวมและเกิดเยื่อจมูกอักเสบ

7. ห้ามใช้ยา Ipratropium bromide ในผู้ที่แพ้ยาอะโทรปีน (Atropine) หรือแพ้อนุพันธุ์อื่นๆของยา Atropine เพราะอาจแพ้ยา Ipratropium bromide ได้ด้วย


มีข้อควรระวังการใช้ยาพ่นจมูกอย่างไร?

1. ไม่ควรใช้ยาพ่นจมูกในปริมาณที่มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน กว่าแพทย์สั่ง เพราะอาจทำให้ยาออกฤทธิ์กับระบบอวัยวะของร่างกายจึงอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์(ผลข้างเคียง) จากการใช้ยาได้

2. กรณีที่ผู้ป่วยต้องใช้ยาพ่นจมูกสม่ำเสมอ ถ้าลืมพ่นยาให้พ่นทันทีที่นึกได้ และพ่นครั้งต่อไปตามปกติ แต่ถ้านึกขึ้นได้ในระยะเวลาใกล้เคียงกับเวลาที่จะพ่นครั้งต่อไป ให้พ่นยาของครั้งต่อไปเลยโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

3. ระวังการใช้ยาชนิด Intranasal corticosteroids ในผู้ป่วยโรคตับขั้นรุนแรงเพราะอาจทำให้ตับของผู้ป่วยกำจัดยานี้ออกจากร่างกายได้น้อยลง

4. ยา Intranasal corticosteroids อาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเห็นผลการรักษาอย่างเต็มที่ ผู้ป่วยควรได้รับคำอธิบายว่ายาไม่สามารถบรรเทาอาการได้ทันที

5. แพทย์จะปรับขนาดยา Intranasal corticosteroids ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย และแพทย์จะค่อยๆลดขนาดยาและความถี่ในการใช้ยานี้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมอาการเท่านั้น

6. ระวังการใช้ยา Intranasal decongestants กับยาต้านซึมเศร้ากลุ่มที่ออกฤทธิ์ ยับยั้งเอนไซม์โมโนเอมีน ออกซิเดส (Monoamine oxidase inhibitors, MAOI) เพราะอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาได้

7. ระวังการใช้ยา Intranasal decongestants ในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน ต้อหินมุมปิด โรคหัวใจ โรคจิต ต่อมลูกหมากโต ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ หรือไซนัสอักเสบร่วมด้วย

8. ระวังการใช้ยา Intranasal antihistamines ในผู้ที่ขับขี่ยานยนต์ ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง เพราะยามีฤทธิ์ทำให้ง่วงซึม

9. ระวังการใช้ยา Intranasal antihistamines ร่วมกับสุราหรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ ยานอนหลับ และยากล่อมประสาท/ยาคลายเครียด เพราะจะยิ่งเสริมฤทธิ์ง่วงซึมจากยา

10. ระวังการใช้ยา Ipratropium bromide ในผู้ที่ขับขี่ยานยนต์ ทำงานเกี่ยวกับเครื่อง จักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง เพราะยามีผลข้างเคียงอาจทำให้ผู้ป่วยมึนงง รูม่านตาขยาย มองเห็นภาพไม่ชัด/ตาพร่า

11. ระวังการพ่นยานี้เข้าตา

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก เภสัชกร พรลภัส บุญสอน www.hamoor.com

฿150
จำนวน:
ราคานี้ไม่รวมค่าส่ง กรุณาสอบถามก่อนสั่งซื้อสินค้านะคะ
Visitors: 46,263